Saturday, March 1, 2008
เรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณ
Tuesday, January 15, 2008
มีชีวิตที่ผงาดดั่งนกอินทรีย์
นกอินทรีมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ปีก
มันสามารถมีชีวิตได้นานถีง 70 ปี แต่ก่อนที่จะอยู่ได้นานถึงป่านนั้น
นกอินทรีต้องมีการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของมันเมื่ออายุได้ 40 ปี
ตอนนั้นกรงเล็บที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นของมันจะไม่สามารถจับสัตว์เป็นอาหารได้อีก จงอยปากที่แหลมคมเริ่มโค้งงอ
เนื่องจากมันอายุถึง 40 ปีแล้วจึงมีปีกที่หนาและหนัก
ขนที่ยาวรุงรังจะไปรวมกันที่อกของมันทำให้มันบินได้ลำบากมากขึ้น
และเมื่อนั้น มันจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง นั่นก็คือตายไปซะหรือจะตัดสินใจที่จะอยู่ต่อไป
ซึ่งต้องเผชิญความเจ็บปวดในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงชีวิต เป็นระยะเวลายาวนานถึง 150 วัน
ในขั้นตอนนี้มันจะต้องบินขึ้นไปบนยอดภูเขาสูง และอยู่ที่รังของมัน
มันจะต้องใช้จงอยปากที่โค้งทื่อของมันจิกเคาะกับก้อนหิน ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งจงอยหลุดออกมา หลังจากนั้นมันจะต้องรอให้จงอยปากอันใหม่งอกขึ้นมา
และพอจงอยปากงอกออกมาแล้ว ที่นี้ก็ถึงตากรงเล็บที่งอกขึ้นมาใหม่ต่อจากจงอยปาก
เมื่อกรงเล็บใหม่ที่งอกขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว
มันก็จะเริ่มจิกถอนขนที่ดกหนาแล้วผลัดขนใหม่
หลังจาก 5 เดือนหรือ 150 วันผ่านไปขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงก็จะเสร็จสมบูรณ์
นกอินทรีก็จะบินสูงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
พร้อมกับร้องเสียงดังก้องสะท้านฟ้า
คล้ายดังเป็นการประกาศก้องว่า ตัวข้ากำเนิดใหม่แล้ว
และจะมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอีก 30 ปี....
(ถ้าไม่ถูกยิงหรือเจออุบัติเหตุตายไปก่อน)
จากชีวิตของมันทำให้เราเรียนรู้ว่า...
- หลาย ๆ ครั้ง...เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เราต้องมีขั้นตอน-กระบวนการเปลี่ยนแปลงตนเอง
- บางครั้งเราต้องลืมอดีตที่ขมขื่น นิสัยเก่า ๆ ที่เคยชิน
ความผิดหวังต่าง ๆ
- ดังนั้นเราจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากนิสัย หรือสภาพแวดล้อมเดิม ๆ
เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างราบรื่นในปัจจุบัน
Tuesday, December 4, 2007
ครั้งแรกกับเกมสนามแข่งหนู : Cash Flow (From Rich Dad Poor Dad)
บังเอิญว่ามีโอกาสได้ไปเล่นเกมส์นี้มาประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว รู้สึกว่ามีอะไรที่มัน “click” ดีเลยอยากจะเขียน review ตรงนี้เก็บความรู้สึกตรงนี้เก็บไว้ J
เกมส์ Cash Flow เป็นเกมส์ที่คิดค้นโดย Robert T. Kiyosaki หรือ ผู้แต่งหนังสือชุด Rich Dad Poor Dad series นั่นแหล่ะ เกมส์นี้คล้ายกับเกมส์เศรษฐีอ่ะนะ แต่ต่างตรงที่จะมีทางเดินให้อยู่สองทางคือ ทางเดินข้างในกับทางเดินข้างนอก ตัวหมากที่ใช้เดินจะเป็นหนูแต่งตัวดี (ตามรูปหนูที่อยู่กลางกระดานเลย) เจ้าหนูตัวนี้ต้องพยายามหาทางออกจาก ทางเดินข้างในซึ่งเปรียบได้กับ “สนามแข่งหนู” ให้ออกไป ทางเดินข้างนอกให้ได้ ซึ่งก้อคือ “ทางด่วน” ของคนที่มีอิสระภาพทางการเงินนั่นเอง
คนเล่นแต่ละคนจะได้รับอาชีพที่แตกต่างกันไปตามที่คนคุมเค้าสุ่มให้มีทั้งหมอ ทนาย วิศวกร เป็นต้น
ของผมได้ทนาย
- สนามแข่งหนู มันก็คล้ายๆกับ วงเวียนชีวิตของคนทำงานประจำนั่นเอง จะมี
o รับเงินเดือน ทุกๆครั้งที่เดินผ่าน เราต้องบอกให้ธนาคารจ่ายตังให้เราตามเงินเดือนแต่ละอาชีพ
o ตกงาน ตกตรงที่นี่เมื่อไหร่ก็หยุดเดินตานึง แล้วจ่ายเงินให้กับธนาคารเป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนรายจ่ายต่อเดือน คือเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลากันเลย T T
o มีลูก เพิ่มรายจ่ายต่อเดือนจ้า (ดีนะที่ไม่มีค่าจ่ายเรื่องแต่งงาน คนคิดเกมเค้าคงมองว่า มีภรรยาได้แต่ไม่ต้องมีงานแต่งก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ลูกน่าจะมีกันซะส่วนใหญ่)
o โอกาส มีการ็ดทั้งโอกาสเล็ก (eg. หุ้น, กิจการเล็กๆ) และโอกาสใหญ่ (eg. ห้องเช่า, บ้านเช่า ) โอกาสใหญ่จะใช้เงินลงทุนมากกว่าโอกาสเล็ก อาจจะต้องกู้ธนาคารเพื่อดาวน์ โดยดอกเบี้ยจะไปเพิ่มเข้ากับรายจ่ายต่อเดือนจนกว่าจะใช้หนี้หมด
ในกรณีที่เรามีตังไม่พอจะซื้อโอกาสได้ เราอาจจะเสนอขายให้คนเล่นคนอื่น เรียกเอาค่านายหน้าได้ ;-)
o รายจ่าย ตกช่องนี้เมื่อไหร่ต้องควักเงินให้นายธนาคาร เช่น ซื้อของเครื่องใช้ในบ้าน ท่องเที่ยว จ่ายค่าปรับต่างๆนาๆ ตามการ์ดที่เราหยิบได้
o ประกาศ ซื้อ-ขาย ถ้าตกช่องนี้ ต้องหยิบการ์ดเพื่อให้ประกาศรับซื้อ-ขาย คนที่เคยซื้อโอกาสเล็ก-โอกาสใหญ่ตรงนี้ ก็จะใช้ช่องทางนี้
o บริจาค ถ้าบริจาค 10% ของรายรับรวมสามารถได้สิทธิ์ ทอยลูกเต๋าได้สองลูกพร้อมกัน (แน่นอน แต้มเยอะก้อมีสิทธิ์ผ่านช่องรับเงินเดือนได้มากกว่า 1 ครั้ง)
- ทางด่วน เส้นทางนี้จะใช้เงินลงทุนที่สูงขึ้น แต่ก็จะได้เงินตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เงินเดือนที่เคยได้รับต่อเดือนจะเป็น 10 เท่าของจำนวนที่เราได้รับในสนามแข่งหนู เกี่ยวกับทางด่วนผมคงไม่อธิบายมากเท่าไหร่ เพราะอะไรเดี๋ยวอ่านข้างล่างละกันครับผม T T
จุดหมายของเกม อย่างที่บอกข้างต้นเราต้องพยายามหลุดออกจากสนามแข่งหนูให้ได้ ซึ่งเงื่อนไขก็คือ เราต้องมี passive income (รายได้จาก asset หรือ ทรัพย์สิน) ให้มากกว่าหรือเท่ากับ รายจ่ายในแต่ละเดือน พูดง่ายๆก้อคือ ทำยังไงก้อได้ให้มีเงินจ่ายรายจ่ายโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนจะพอจ่ายหรือไม่
ช่วงแรกผมก็เลือกที่จะเปิดโอกาสเล็กๆก่อน ซื้อหุ้นบริษัท ประมาน 2000 บาท แต่พอผ่านไปได้ซักพักรู้สึกว่า รายได้จากทรัพย์สินยังไม่มีเลย หุ้นที่ซื้อนั้นไม่ใช่หุ้นปันผลอีกต่างหาก ระหว่างนั้นก้อได้รับเงินเดือนตามปกติมีรายจ่ายประปราย - คิดเลขแทบไม่ทัน คนคุมมาช่วยคิดเลขด้วยเลย ;-p
ผ่านไปสักพักรู้สึกว่าถ้าอยู่แบบนี้เรื่อยๆ ตูไม่หลุดจากวงเวียนสนามแข่งหนูแน่นอน ก็เลยเริ่มที่จะเลือกเปิดโอกาสใหญ่มากขึ้น ทั้งๆที่เงินในมือยังไม่พอดาวน์ ตอนที่หยิบมาแล้วยังซื้อไม่ได้ก็เลยขายให้เพื่อนเอาค่านายหน้าได้หลายหมื่นอยู่เหมือนกันเกือบแสน เริ่มจะมีจังหวะได้ครอบครองโอกาสใหญ่ที่ราคาไม่แพงมากก็ตอนที่กู้ธนาคารเพิ่ม ขายโอกาสใหญ่ไปบ้างเพื่อที่จะได้โอกาสใหญ่ที่มากกว่าเดิม ถึงตรงนี้ผมลืมรับเงินเดือนด้วยแฮะ ประมานสองสามที รับย้อนหลังก้อไม่ได้ T T
ในที่สุดผมก็หลุดมาจนได้ตอนเกือบจะหมดเวลาไม่กี่วินาที ผมจ่ายหนี้ให้กับธนาคารได้ทันพอดีหลังจากเปิดโอกาสใหญ่แต่ซื้อไม่ได้เลยเสนอขายสิทธิ์ให้เพื่อนเอาค่านายหน้าไปโปะหนี้พอดี
อย่างไรก็ตามผมยังไม่ได้ลองวิ่งบนทางด่วนเลย เพราะเวลาหมดพอดี เส้าจายย
เวลาเล่นเกมประมาน 60 นาที เทียบได้กับอายุของเราเลย ประมาณ 60 ปี แบ่งได้ 3 ช่วง
- ช่วงแรก 0-20 นาทีแรก ช่วงปรับตัวทำความเข้าใจกับกติกาต่างๆ
- ช่วงที่สอง 21-40 นาที เป็นช่วงเริ่มสร้างตัวหยิบโอกาสมากขึ้นพยายามสร้าง passive income ให้หลุดออกจากวงเวียน
- ช่วงที่สาม 41-60 นาที ช่วงปลายของชีวิตของการทำงาน
จะเห็นได้ว่าถ้าหลุดจากสนามแข่งหนูได้เร็วเมื่อไหร่ก็จะได้ใช้ชีวิตบนทางด่วนได้นานขึ้นมากเท่านั้น อย่างเคสผม ก็คงอารมรวยตอนแก่ลำบากมาตลอด ลูกหลายสบายแต่ตัวเองได้ใช้ชีวิตที่สบายไม่ทัน!
หลังจากจบเกมส์แล้วผมถามพี่ที่คุมเกมส์ว่า “ทำไมผมลืมรับเงินเดือนเหรอพี่”
พี่เค้าตอบว่า “นายกำลัง focus อยู่กับโอกาสอยู่ไง”
ได้คำตอบนี้มาในหัวผมเกิดอาการ click ทันที ผมต้องทำอะไรเพิ่มเติมให้กับชีวิตซะแล้ว ถ้าอยู่อย่างนี้ รอรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ผมก็คงได้แต่วิ่งวนในสนามแข่งหนูอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถออกมาได้แน่นอน
ถ้าใครสนใจอยากลองเล่นเกมส์นี้ก้อหลังไมค์ได้ครับผม เจอกันที่ ”ทางด่วน” นะครับ ผมกะลังจะพยายามด้วยเหมือนกัน ;-)
คราวหน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับความสำเร็จ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ
Friday, November 16, 2007
สินทรัพย์ไร้สภาพ Intangible Asset
คัดลอกจาก http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?t=1212
อ่านๆดูแล้ว น่าจะเอาไป apply ใช้กะที่ทำงานได้ด้วย :-)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สินทรัพย์ไร้สภาพ Intangible Asset
"Intangible Asset" แปลตามตรง ก็คือ สินทรัพย์ไร้สภาพ เป็นสินทรัพย์ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่มีตัวตนให้ลูบคลำจับต้อง แต่มีมูลค่ามหาศาล ได้แก่ Brand Images หรือ ตราสินค้า ความเชื่อถือของลูกค้า วัฒนธรรมองค์กร ลิขสิทธิ์ สูตรลับ เป็นต้น
สินทรัพย์ไร้สภาพ สามารถแบ่งออกเป็น 7 ประการ ได้แก่
1. Relationships : สัมพันธภาพ หมายถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตร การสร้างความสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอก (ได้แก่ลูกค้า คู่ค้า เป็นต้น) ทำให้ได้เรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยน Knowledge Sharing ระหว่างกัน
2. Knowledge : ความรู้ หมายถึง การเสาะหาความรู้เพื่อปรับปรุงงานอยู่เสมอ การแลกเปลี่ยนความรู้ในองค์กรทำให้เกิดประสิทธิภาพโดยรวม เป็นการต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการรวมความคิดที่หลากหลาย จะทำให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
3. Leaderships and Communication : ภาวะผู้นำและการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารในการกำหนดเป้าหมาย และทิศทางการดำเนินกิจกรรมขององค์กรได้อย่างชัดเจน ผู้นำต้องสามารถจัดการความรู้ทั้งหมดขององค์กรและถ่ายทอดให้ทุกหน่วยงานมีความเข้าใจร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
4. Culture and Values : วัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร การสั่งสมประสบการณ์ และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมการนำเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาระบบการทำงานให้มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันตลอดเวลา ความร่วมมือของบุคลากรในองค์กร การนำเสนอความคิดใหม่ ๆ ถือเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เป็นการทำงานเป็นทีม เป็นการสร้างโอกาสในการบริหารธุรกิจในอนาคต
5. Reputation and Trust : ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ หลายองค์กรมุ่งเน้นในการสร้างความโดดเด่นของบริษัทจากคู่แข่ง เช่นนโยบายการพัฒนาสินค้าใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในสินค้า ที่คุณภาพดีเลิศ
6. Skill and Competencies : ทักษะและความสามารถ สินทรัพย์ไร้สภาพส่งเสริมให้องค์กรมีความพร้อมในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถของบุคลากรที่หลากหลาย เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ
7. Process and System : กระบวนการและระบบ กระบวนการคือลำดับขั้นตอนของการทำงาน ส่วนระบบเป็นวิธีการที่นำมาควบคุมกระบวนการให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
"โอกาส" เป็นของ "ผู้สร้าง"
เจอที่ www.richdadthai.com อีกที
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คัดลอกมาจาก http://www.bangkokbizweek.com/
วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548
ธีรพล แซ่ตั้ง
ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือ แม้กระทั่งคนทั่วไปที่ต้องการจะมีกิจการของตัวเอง ส่วนมากมักจะรอโอกาส …แต่ไม่เคยมองเห็นโอกาสที่วิ่งผ่านไปผ่านมาทุกๆ วัน ไม่สามารถเป็น Opportunity Seeker (ผู้ที่มองและเห็นโอกาส) รวมทั้งไม่มีความสามารถที่จะเป็น Opportunity Builder (นักสร้างโอกาส)
การรอคอยเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่ดี แต่การรอคอยต้องรอคอยไปพร้อมกับการมองและสร้างโอกาส เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะขยายผลสิ่งที่สร้างหรือสิ่งที่เห็นให้เป็นรูปธรรม จึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงของการรอคอย!
แต่ความเข้าใจผิดๆ ของผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือบุคคลทั่วไป มักจะตีความคำว่า "การรอคอย" คือการรอคอยให้โอกาสวิ่งเข้ามาหาวิ่งเข้ามาชนจังๆ ซึ่งในชีวิตจริง จะมีผู้โชคดีกี่คนที่ได้รับประเคนโอกาสมาถึงหน้าตัก?
บ่อยครั้งเช่นกันที่ ผู้ที่ชอบรอคอยโอกาส ก็เกือบโชคดีที่โอกาสวิ่งมาหาอย่างช้าๆ แต่โชคร้ายก็คือผู้ที่ชอบรอคอยโอกาสมักมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังเข้าคือโอกาส บางครั้งมองเป็นปัญหาเสียด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ที่ชอบรอคอยมักจะไม่เคยได้รับโอกาสดีๆ เพราะมัวแต่ "รอ" และ "เลือก" ก็เลยทำให้ "หลุด" จากโอกาสดีๆ
ลองนิยามคำว่า "โอกาส" กันใหม่ดีกว่ามั้ยครับ? ไม่ว่าผู้บริหารที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ หรือโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ๆ ของแต่ละธุรกิจโอกาส ที่แท้จริงน่าจะหมายถึง…
1. การมุ่งมั่นอย่างจริงจังในสิ่งที่ตนเองทำหรือสิ่งที่ตนเองคิดจะทำ ตรงส่วนนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ท่านเริ่มเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการทำ และ ทำอย่างทุ่มเทต่อเนื่อง!
2. การลองคิด ลองทำ เป้าหมายเดิม ด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ท่านอาจจะยังไม่เคยลองทำ ตรงส่วนนี้ท่านจะเริ่มเห็นแนวทางใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ที่อาจจะได้ผลดีกว่าวิธีการเดิมที่ท่านเคยทำ หรือได้ผลเท่าเดิมแต่ใช้เวลาน้อยกว่าเดิม ถ้าท่านมาถึงตรงนี้ได้ โอกาสได้เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว!
3. การเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งทันที ที่พลาดหรือล้มเหลวอาจจะท้อบ้างแต่ไม่คิดถอย! เพราะท่านอาจมีความมุ่งมั่น มีการทดลองทำ แต่หลายคนที่มีทั้ง 2 อย่างเช่นเดียวกับท่านมักจะหยุดเมื่อพลาดหรือล้มเหลว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักจะเห็นคนที่ล้มเหลวมากกว่าคนที่ประสบความสำเร็จ
ถ้าจะสรุปคำว่าโอกาสที่แท้จริง คืออะไร? ก็คือ การมุ่งมั่น การลองคิดลองทำด้วยวิธีการใหม่ๆ และเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งเมื่อล้มเหลว 3 ปัจจัยนี้คือสิ่งที่สร้างโอกาสตลอดเวลา!
โอกาสมีอยู่ในทุกๆ วันและทุกๆ สิ่งที่เราทำ ขอเพียงแต่เราพินิจพิเคราะห์อย่างมุ่งมั่นจริงจัง เราก็จะเริ่ม แนวทาง หรือวิธีการที่จะเพิ่มลูกค้าให้กับธุรกิจ หรือมองเห็นโอกาสใหม่ๆ จากพันธมิตรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งมองเห็นโอกาสจากปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
เพียงแต่อย่าวาดฝันให้สวยหรูเกินความเป็นจริง เข้าใจผิดๆ ว่าโอกาสคือ "ความสำเร็จ ซึ่งมาในรูปแบบสำเร็จรูป!" เพราะโอกาสไม่เคยมาในรูปแบบที่สำเร็จรูป ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือบุคคลทั่วไปที่ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจทุกวันนี้ ต่างก็ ต่อยอด และ ขยายผล จากโอกาสเล็กๆ น้อยที่มองเห็นหรือที่สร้างขี้นมาทั้งนั้น
ขนาดมีโอกาสมาให้ หลายคนที่จังหวะไม่ดีหรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถ "ใช้"และ "บริหาร" โอกาสให้ประสบความสำเร็จได้เลย นับประสาอะไร กับ นักธุรกิจ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ที่มัวแต่นั่งรอโอกาส คิดและฝันลมๆ แล้งๆ อย่างเดียวว่า พรุ่งนี้คงจะดีขี้น พรุ่งนี้คงจะมีโอกาสใหม่ๆ วิ่งมาหาเรา เป็นวิธีคิดในแง่บวกแบบผิดๆ!
เพราะ โอกาส มักจะวิ่งผ่านผู้ที่มัวแต่นั่งรอคอย เพื่อไปพบผู้ที่มองเห็นและสร้างโอกาส รวมทั้งผู้ที่รู้วิธีขยายผลโอกาสที่มีอยู่ !
เพราะฉะนั้น ลองตีความคำว่า โอกาส กันใหม่แล้วท่านรวมทั้งคนในองค์กรของท่าน อาจเริ่มเห็น เริ่มสร้าง เลิกรอแล้วร่วมกันขยายผลโอกาสที่ท่านได้ร่วมกันสร้างมาจนเป็นรูปเป็นร่าง แล้วส่งผลดีกับธุรกิจของท่านได้
ลองหลับตาแล้วคิดสัก 5 นาที สิครับว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา…เราละเลย หรือ ทิ้งโอกาสดีๆ อะไรไปบ้าง….และสัปดาห์นี้เราจะเริ่มคิด เริ่มมอง เริ่มสร้างโอกาสดีๆ เพื่อขยายผลได้อย่างไรบ้าง?
ถ้าคิดออกอย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะครับ
Thursday, November 1, 2007
Engineer Soul 2007 - 27 Oct
วันเสาร์ที่แล้วไปงาน soul ของคณะที่มักจะจัดขึ้นทุกๆปีที่จะเป็นการรวมของศิษย์เก่า วิศวะมอชอตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นที่เพิ่งจบใหม่ ปีนี้จัดที่ สโมสรกองทัพบก ตอนไปที่หาทางไปยากเหมือนกันแฮะ โบก taxi สองสามคันบอกไม่รู้จัก = ="
ไปถึงก้อเจอเพื่อนๆรุ่นเดียวกันเยอะใช้ได้เลย ประมาณ 30 คนได้ ไปถึงก้อช่วยๆเพื่อนกันจัดซุ้มงาน ละก้อไปขายเสื้อโปโลหน้างาน โดยรวมๆก้อโอเคนะ เน้น reunion ศิษย์เก่า ^ ^
เสียดายไม่ได้เอากล้องไป ไปขอรูปเพื่อนมาอีกที ^ ^"
pretty ที่จ้างมานี่ก้อน่ารักจัง ดูที่รูปละกันจ้า